ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus หรือ HCV) คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ซึ่งจากสถิติแล้วพบว่ามีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี มีประมาณร้อยละ 2 ของประชากรทั่วโลก โดยที่ประเทศไทยพบผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีมากถึงร้อยละ 1 ถึง 2 ของประชากรภายในประเทศ จากการสำรวจพบว่ามีผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น
ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่แล้ว มีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่สามารถกำจัดไวรัสตับอักเสบซีออกไปจากร่างกายได้ แต่อีกร้อยละ 85 จะมีอาการเรื้อรัง โดยที่ร่างกายจะไม่แสดงอาการผิดปกติที่ชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะตับเสื่อมมากแล้ว กว่าจะทราบว่าตนติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี จึงส่งผลให้ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มีภาวะโรคไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง และเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ในที่สุด เช่น มะเร็งตับ ตับแข็ง เป็นต้น
Table of Contents
การติดต่อของไวรัสตับอักเสบซี
ไวรัสตับอักเสบซี สามารถติดต่อจากผู้ที่ติดเชื้อไวรัสในร่างกายได้โดยทางเลือด หรือเพศสัมพันธ์ ซึ่งคล้ายกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ได้แก่ การสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ป่วย การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และรวมถึงทารกที่ได้รับเชื้อจากมารดาในขณะคลอด
ไวรัสตับอักเสบซีแบ่งออกเป็นกี่ชนิด
ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus) มีทั้งหมด 6 สายพันธุ์หลักที่เรียกว่า genotype และสามารถแบ่งย่อยได้ดังนี้ คือ 1a, 1b, 1c ; 2a, 2b, 2c ; 3a, 3b ; 4a, 5a, และ 6a ซึ่งไวรัสชนิดนี้กระจายตัวไปทั่วโลกและต่างสายพันธุ์กันออกไป ที่พบได้มากที่สุดในโลกคือสายพันธุ์ 1 และพบในประเทศไทยมากที่สุดคือไวรัสตับอักเสบซีสายพันธุ์ 1 และ 3 โรคไวรัสตับอักเสบซีเป็นโรคที่มีความต่างกันของแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งส่งผลให้การรักษาผู้ป่วยแต่ละชนิดนั้นแตกต่างกันออกไป ทั้งเรื่องของขนาด สูตรยา และระยะเวลาในการรักษา ซึ่งผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมจึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด
อาการของผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
ปกติผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในร่างกาย มักจะไม่แสดงอาการชัดเจนหลังติดเชื้อภายในเวลา 10 ปีแรก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจมีอาการของโรคแบบเฉียบพลัน โดยจะมีอาการตับอักเสบเรื้อรังเมื่อติดเชื้อมาแล้วประมาณ 20 ปี และเริ่มมีอาการตับแข็งในช่วงระยะ 30 ปีผ่านไป โดยที่ผู้ป่วยเองจะไม่ทราบหากไม่ได้รับการตรวจเลือด ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่ประมาณ 75 % จะมีอาการเรื้อรังจนส่งผลให้กลายเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับหรือเสียชีวิตในที่สุด โดยสามารถแบ่งอาการของโรคไวรัสตับอักเสบซี ได้ดังต่อไปนี้
- ตับอักเสบเฉียบพลัน หลังจากผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเข้าสู่ร่างกาย จะส่งผลให้ตับมีอาการอักเสบ แต่ส่วนมากมักจะไม่แสดงอาการชัดเจน และผู้ป่วยส่วนน้อยประมาณร้อยละ 30 จะมีอาการดีซ่าน คือ ตัวเหลือง ปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง คลื่นไส้ ปัสสาวะเข้ม จุกแน่นบริเวณชายโครงขวา
- ตับอักเสบเรื้อรัง เป็นอาการที่เกิดขึ้นมากกว่า 60% ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี โดยในระยะแรกผู้ป่วยมักจะไม่แสดงอาการชัดเจน เมื่อเวลาผ่านไปตับจะถูกทำลายมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลียและเบื่ออาหาร
- ตับแข็ง ตับแข็งเป็นอาการต่อเนื่องมาจากของผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรัง เนื่องจากไวรัสตับอักเสบซีทำลายตับไปเรื่อย ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการตาเหลือง อ่อนเพลียหนัก ขาบวม ท้องโต มีอาการท้องมานและดีซ่าน จนเกิดตับแข็งและเกิดตับวายได้ในที่สุด
- มะเร็งตับ สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีและมีอาการตับอักเสบเรื้อรัง จะมีโอกาสเกิดมะเร็งตับได้มากกว่า ดังนั้นหากผู้ป่วยได้รับการรักษาไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังอย่างทันท่วงทีและถูกต้อง จะสามารถลดโอกาสการเกิดมะเร็งตับได้มากด้วยเช่นกัน

การวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบซี
ไวรัสตับอักเสบซีสามารถวินิจฉัยด้วยการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อ หากตรวจพบเชื้อจะต้องทำการอัลตราซาวด์ตับเพื่อตรวจหาให้แน่ใจว่ามีร่องรอยของตับแข็งหรือมะเร็งตับหรือไม่ หรืออาจใช้วิธีการเอกซเรย์ในผู้ป่วยที่อัลตราซาวด์ไม่พบ และผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องทำการตรวจชิ้นเนื้อตับเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีในการวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในปัจจุบัน
การรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี
ในการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี แพทย์จะพิจารณาตามภาวะของโรครวมถึงโรคร่วมต่าง ๆ โดยแพทย์จะทำการรักษาด้วยการจ่ายยาให้รับประทานร่วมกับยาฉีดควบคู่กัน ซึ่งผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้อย่างถาวร หากผู้รับการรักษาได้รับการประเมินจากแพทย์แล้วว่า ร่างกายไม่มีจำนวนเชื้อไวรัสในเลือดหลงเหลืออยู่
- กรณีในที่ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีอาจตรวจเลือดพบค่าการอักเสบของตับ แพทย์จะทำการตรวจเลือดอีกครั้งในช่วง 6 ถึง 12 เดือน
- กรณีเป็นเด็กและเกิดจากมารดาที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซี แพทย์จะทำการเจาะเลือดตรวจ anti-HCV เมื่อเด็กมีอายุ 18 เดือนขึ้นไป
แนวทางการรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีในปัจจุบัน
แพทย์จะทำการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ตามแนวทางการดูแลรักษาที่เป็นปัจจุบัน ด้วยการใช้ยากลุ่ม Peginterferon ได้แก่ peginterferon alfa-2a หรือ peginterferon alfa-2b ร่วมกับยา ribavirin โดยจะรักษาเป็นเวลา 48 สัปดาห์ ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา peginterferon ร่วมกับยา ribavirin จึงทำให้มีการประเมินผลการตอบสนองของผู้ป่วยต่อยาในช่วงสัปดาห์ที่ 12 ระหว่างการรักษา ด้วยการตรวจหาปริมาณไวรัสในร่างกาย
โดยจากสถิติพบว่า 75% ของการรักษาด้วย peginterferon alfa-2a ร่วมกับยา ribavirin มีการตอบสนองที่ดี และ 69% ของการรักษาด้วย peginterferon alfa-2b มีการตอบสนองต่อการรักษาที่ดีรองลงมา
ล่าสุดนักวิจัยยาค้นพบว่า sofosbuvir มีประสิทธิผลในการใช้เป็นยาตัวหลักและมีผลข้างเคียงน้อยที่สุดเมื่อมาใช้ร่วมกับ ribavirin อย่างไรก็ตามการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทย จึงได้มีการประมวลผลวิจัยทั่วโลก โดย HITAP ด้วยวิธีทางวิชาการ systematic review และการวิเคราะห์ meta-analysis ซึ่งพบว่า การรักษาด้วยยา DAAs ร่วมกับ PR ให้ประสิทธิผลที่ดีกว่าการรักษาด้วย PR อย่างเดียว อีกทั้งยังพบว่ายาสูตรที่ไม่มี PR เป็นองค์ประกอบนั้น ทำให้เกิดอาการข้างเคียงน้อยกว่ายาสูตรที่มี PR เป็นองค์ประกอบ จึงนับว่าเป็นโอกาสที่ดีในอนาคตต่อการหาแนวทางการรักษาสำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีในประเทศไทย
วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ไม่ว่าจะเป็น เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เหงื่อ น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ น้ำในช่องคลอด น้ำอสุจิ เป็นต้น
- ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น (ผู้เสพสารเสพติด)
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย
- ไม่ใช้สิ่งของในชีวิตประจำวันที่อาจมีการสัมผัสเลือดร่วมกัน เช่น กรรไกรตัดเล็บ อุปกรณ์โกนหนวด แปรงสีฟัน เป็นต้น
- กรณีที่ต้องสัมผัสเลือด หรือ สารคัดหลั่งของผู้อื่น ควรสวมถุงมือป้องกัน
- ไม่ใช้อุปกรณ์สักร่วมกับผู้อื่น
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีควรปฏิบัติตัวอย่างไร
- เข้ารับการรักษาและมาพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด
- ไม่วิตกกังวลหรือมีความเครียดมากเกินไป
- พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาด
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ไม่บริจาคเลือดหรืออวัยวะ
- หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง

ข้อแนะนำในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี
สำหรับคนใกล้ชิดผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี ควรทำความเข้าใจในโรคให้มากขึ้น และเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยในการรักษาอย่างต่อเนื่อง ดำเนินชีวิตร่วมกับผู้ป่วยตามปกติโดยไม่มีการแบ่งแยก หรือกีดกัน สามารถรับประทานอาหารร่วมกันได้อย่างปกติ และหมั่นดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยอย่างพอดี เพื่อไม่เพิ่มความวิตกกังวลให้กับผู้ป่วยจนเกิดความเครียด หากพบความผิดปกติในผู้ป่วย ควรแนะนำให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์อย่างทันท่วงที
อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ติดต่อเรา
สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การรักษาไวรัสตับอักเสบซี Hugsa Clinic เชียงใหม่
หรือยารักษาไวรัสตับอักเสบซี กับเราที่นี่
Line id @hugsaclinic (มี @ ด้วยนะครับ)
เบอร์โทรติดต่อ 093-309-9988
เปิดบริการทุกวัน 10:00-18:00 น.
แผนที่คลินิก https://g.page/hugsa-medical?share
ข้อมูลเพิ่มเติมเว็บไซต์ https://cmmedicalclinic.com
จองคิวตรวจออนไลน์ https://hugsa.youcanbook.me
![ฮักษา คลินิก [Hugsa Clinic]](https://cmmedicalclinic.com/wp-content/uploads/2020/04/cropped-chiangmai-medical-hugsa-clinic.png)
