ฉีดคีลอยด์เชียงใหม่ ต้องฉีดกี่ครั้ง เหมาะกับแผลเป็นนูนแบบไหน

แผลเป็นนูนเป็นปัญหาผิวหนังที่สร้างความกังวลให้หลายคน เพราะนอกจากลักษณะที่มองเห็นได้ชัดแล้ว บางรายยังมีอาการคัน เจ็บ ตึง หรือระคายเคืองบริเวณแผลร่วมด้วย โดยเฉพาะคีลอยด์ที่สามารถขยายตัวออกนอกขอบเขตของบาดแผลเดิมได้ ทำให้ผู้ที่กำลังค้นหาข้อมูลเรื่อง ฉีดคีลอยด์เชียงใหม่ มักมีคำถามคล้ายกันว่า การฉีดช่วยอะไร ต้องฉีดกี่ครั้ง และแผลเป็นนูนแบบไหนจึงเหมาะกับวิธีนี้ หนึ่งในวิธีที่แพทย์สามารถพิจารณาสำหรับคีลอยด์และแผลเป็นนูนบางชนิดคือการฉีดยาเข้าสู่รอยโรคโดยตรง หรือ Intralesional Injection โดยยาที่ใช้บ่อยในทางผิวหนังคือยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ การรักษามีเป้าหมายเพื่อช่วยลดความหนาและอาการของรอยโรค อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์และจำนวนครั้งที่เหมาะสมแตกต่างกันในแต่ละบุคคล สิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจรักษาคือการแยกให้ได้ก่อนว่าแผลที่เห็นเป็น “คีลอยด์” จริงหรือเป็นแผลเป็นนูนชนิด Hypertrophic Scar เพราะแม้ทั้งสองชนิดจะมีลักษณะนูน แต่พฤติกรรมของแผลและแนวทางดูแลอาจแตกต่างกัน การประเมินจากเพียงภาพถ่ายหรือการสังเกตด้วยตัวเองจึงอาจไม่เพียงพอในบางกรณี
ตำแหน่ง ขนาด อายุของแผล อาการที่เกิดขึ้น ประวัติการรักษาเดิม และแนวโน้มการเกิดคีลอยด์ของแต่ละคนล้วนเป็นข้อมูลที่แพทย์อาจนำมาพิจารณาก่อนวางแผนรักษา ผู้ที่กำลังมองหาบริการด้านผิวหนังในเชียงใหม่ เช่น Hugsa Clinic หรือสถานพยาบาลอื่น จึงควรให้ความสำคัญกับการประเมินรอยโรคและการวางแผนรักษาเป็นรายบุคคล มากกว่าการเลือกจากจำนวนครั้งหรือราคาเพียงอย่างเดียว บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความแตกต่างของคีลอยด์กับแผลเป็นนูน หลักการของการฉีดยา จำนวนครั้งโดยทั่วไป ปัจจัยที่มีผลต่อการรักษา ผลข้างเคียง ตลอดจนวิธีดูแลตัวเอง เพื่อช่วยให้ผู้ที่กำลังศึกษาข้อมูลเรื่อง ฉีดคีลอยด์เชียงใหม่ เข้าใจทางเลือกนี้ก่อนเข้ารับการประเมินจากแพทย์

Table of Contents

คีลอยด์คืออะไร ทำไมแผลจึงนูนและขยายใหญ่กว่าเดิม

คีลอยด์ (Keloid) เป็นแผลเป็นที่เกิดจากกระบวนการซ่อมแซมบาดแผลและการสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็นมากเกินไป ลักษณะที่สำคัญคือเนื้อแผลสามารถขยายเลยออกจากขอบเขตของบาดแผลเดิม ต่างจากแผลเป็นนูนบางประเภทที่ยังอยู่ภายในบริเวณบาดแผลเดิม คีลอยด์อาจเกิดหลังการผ่าตัด การเจาะหู อุบัติเหตุ แผลจากสิว การสัก หรือการบาดเจ็บของผิวหนังชนิดอื่น และบางครั้งบาดแผลเริ่มต้นอาจมีขนาดเล็กมาก ตำแหน่งที่พบได้บ่อยรวมถึงบริเวณหน้าอก ไหล่ หลังส่วนบน และติ่งหู แต่สามารถเกิดขึ้นบริเวณอื่นได้เช่นกัน นอกจากปัญหาด้านรูปลักษณ์แล้ว คีลอยด์บางรอยยังทำให้เกิดอาการคัน เจ็บ หรือรู้สึกตึง การรักษาจึงไม่ได้มีเป้าหมายด้านความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ในบางคนยังเป็นการลดอาการที่รบกวนชีวิตประจำวันด้วย

คีลอยด์ กับ Hypertrophic Scar ต่างกันอย่างไร ?

คีลอยด์ กับ Hypertrophic Scar ต่างกันอย่างไร

คีลอยด์และ Hypertrophic Scar เป็นแผลเป็นนูนที่อาจดูคล้ายกันเมื่อมองด้วยตา แต่ลักษณะสำคัญที่ช่วยแยกคือขอบเขตและพฤติกรรมของแผล Hypertrophic Scar มักนูนอยู่ภายในขอบของบาดแผลเดิมและอาจค่อย ๆ ดีขึ้นตามเวลาได้ในบางราย ขณะที่คีลอยด์สามารถโตเกินขอบเขตเดิมและอาจดำเนินต่อไปหลังบาดแผลหายแล้ว ความแตกต่างนี้มีความสำคัญต่อการประเมินแนวทางรักษา เพราะไม่ใช่แผลเป็นนูนทุกชนิดจะต้องได้รับการรักษาแบบเดียวกัน นอกจากนี้ก้อนผิวหนังบางชนิดอาจมีรูปลักษณ์คล้ายแผลเป็นได้ หากลักษณะไม่ชัดเจนหรือไม่มีประวัติบาดเจ็บมาก่อนจึงยิ่งควรได้รับการประเมิน การค้นหาข้อมูล ฉีดคีลอยด์เชียงใหม่ จึงควรใช้เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อทำความเข้าใจทางเลือก ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยว่ารอยนูนที่มีอยู่เป็นคีลอยด์ด้วยตนเอง

เปรียบเทียบคีลอยด์กับแผลเป็นนูน Hypertrophic Scar

ประเด็นคีลอยด์ (Keloid)แผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar)
ลักษณะแผลเป็นนูน หนา หรือแข็งแผลเป็นนูนเหนือระดับผิว
ขอบเขตสามารถขยายเกินขอบแผลเดิมมักอยู่ในขอบเขตแผลเดิม
การเปลี่ยนแปลงอาจค่อย ๆ โตต่อบางรายค่อย ๆ แบนลงได้
อาการร่วมอาจคัน เจ็บ หรือตึงอาจคันหรือตึงได้
สาเหตุเกิดตามหลังการบาดเจ็บของผิวหนังเกิดหลังผิวหนังได้รับบาดเจ็บ
การประเมินควรพิจารณาขนาด ตำแหน่ง และประวัติควรประเมินลักษณะและระยะของแผล
การฉีดยาเป็นทางเลือกหนึ่งในบางกรณีสามารถพิจารณาได้ในบางกรณี
แนวโน้มกลับเป็นซ้ำมีโอกาสเกิดซ้ำได้แตกต่างกันตามแต่ละกรณี
เป้าหมายการรักษาลดความนูนและอาการลดความนูนและอาการ
การวางแผนอาจต้องใช้มากกว่าหนึ่งวิธีขึ้นอยู่กับลักษณะของแผล

ฉีดคีลอยด์เชียงใหม่ คือการรักษาแบบไหนและยาทำงานอย่างไร

การฉีดคีลอยด์โดยทั่วไปหมายถึงการฉีดยาเข้าไปภายในรอยโรคโดยตรง ซึ่งในทางผิวหนังยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ เช่น triamcinolone acetonide เป็นหนึ่งในยาที่ใช้กันในการรักษาคีลอยด์และแผลเป็นนูนบางกรณี เป้าหมายคือช่วยลดกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็นและทำให้รอยโรคค่อย ๆ นิ่มหรือแบนลง รวมถึงอาจช่วยลดอาการคันหรือความไม่สบายบริเวณแผลได้ การเลือกความเข้มข้น ปริมาณยา ระยะห่างระหว่างการรักษา และจำนวนครั้งต้องพิจารณาตามลักษณะของรอยโรค ไม่ควรซื้อยาหรือพยายามฉีดด้วยตนเอง เพราะการฉีดผิดชั้นหรือใช้ยาไม่เหมาะสมสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อผิวหนังได้ และในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาการรักษาวิธีอื่นร่วมด้วยแทนที่จะใช้การฉีดยาเพียงอย่างเดียว

ฉีดคีลอยด์ต้องฉีดกี่ครั้ง ทำไมแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน

ฉีดคีลอยด์ต้องฉีดกี่ครั้ง ทำไมแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน

คำถามว่า “ต้องฉีดกี่ครั้ง” ไม่มีตัวเลขเดียวที่สามารถใช้ได้กับทุกคน เพราะคีลอยด์แต่ละรอยมีขนาด ความหนา ตำแหน่ง และระยะเวลาที่เป็นแตกต่างกัน การฉีดยามักเป็นการรักษาที่ต้องติดตามผลและอาจทำซ้ำเป็นระยะ โดยแพทย์จะประเมินว่ารอยโรคตอบสนองอย่างไรหลังการรักษาแต่ละครั้ง ก่อนตัดสินใจว่าควรฉีดต่อ ปรับแผน หรือใช้วิธีอื่นร่วมด้วย บางคนอาจเริ่มเห็นความนิ่มหรือความนูนลดลงหลังได้รับการรักษาในช่วงแรก ขณะที่บางรอยต้องใช้เวลามากกว่าและอาจตอบสนองไม่สมบูรณ์ ปัจจัยด้านผลข้างเคียงก็มีผลต่อการตัดสินใจเช่นกัน ดังนั้นสถานพยาบาลที่ให้บริการ ฉีดคีลอยด์เชียงใหม่ ไม่ควรประเมินผลจากจำนวนครั้งอย่างเดียว แต่ควรติดตามทั้งขนาด ความหนา อาการ และสภาพผิวรอบรอยโรคตลอดกระบวนการรักษา

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้จำนวนครั้งในการฉีดคีลอยด์แตกต่างกัน

  • ขนาดของคีลอยด์ รอยโรคขนาดใหญ่หรือมีพื้นที่กว้างอาจต้องวางแผนต่างจากรอยขนาดเล็ก
  • ความหนาและความแข็ง คีลอยด์ที่หนาและแข็งอาจตอบสนองแตกต่างจากรอยที่บางกว่า
  • ตำแหน่งของแผล คีลอยด์ในแต่ละบริเวณของร่างกายมีลักษณะและแรงตึงของผิวแตกต่างกัน
  • อายุของแผล แผลที่เกิดขึ้นไม่นานและแผลที่เป็นมาหลายปีอาจมีพฤติกรรมต่างกัน
  • การตอบสนองต่อการรักษา แพทย์ต้องติดตามว่าหลังฉีดแต่ละครั้งความนูนและอาการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
  • ผลข้างเคียงของยา หากผิวเริ่มบาง สีผิวเปลี่ยน หรือเกิดผลข้างเคียงอื่น อาจต้องปรับแนวทาง
  • ประวัติการรักษาเดิม ผู้ที่เคยฉีด ผ่าตัด เลเซอร์ หรือรักษาด้วยวิธีอื่นมาก่อนควรแจ้งแพทย์
  • แนวโน้มการเกิดคีลอยด์ของแต่ละคน บางคนมีแนวโน้มเกิดคีลอยด์ง่ายหรือกลับเป็นซ้ำ
  • เป้าหมายการรักษา บางคนต้องการลดอาการคันหรือเจ็บ ขณะที่บางคนกังวลเรื่องความนูนเป็นหลัก
  • การใช้วิธีอื่นร่วมกัน การรักษาบางกรณีอาจไม่ได้อาศัยการฉีดยาเพียงอย่างเดียว

แผลเป็นนูนแบบไหนที่แพทย์อาจพิจารณาการฉีดยา

การฉีดยาอาจถูกพิจารณาในคีลอยด์หรือ Hypertrophic Scar บางประเภท โดยเฉพาะรอยที่มีความนูน หนา แข็ง หรือมีอาการคันและไม่สบายร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม การที่แผลนูนไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับการฉีดยาทุกกรณี แพทย์จำเป็นต้องประเมินก่อนว่าเป็นแผลเป็นชนิดใด มีการติดเชื้อหรือปัญหาผิวหนังอื่นร่วมด้วยหรือไม่ และเคยได้รับการรักษาอะไรมาแล้ว หากเป็นรอยที่มีลักษณะผิดปกติ โตเร็ว มีแผลแตก เลือดออก หรือไม่มีประวัติบาดเจ็บที่สัมพันธ์กัน อาจจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมก่อนเริ่มการรักษา การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงเป็นขั้นตอนสำคัญกว่าการรีบเลือกวิธีรักษา เพราะก้อนหรือรอยโรคที่ดูคล้ายคีลอยด์ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคีลอยด์เสมอไป

หลังฉีดคีลอยด์จะยุบเลยหรือไม่ และควรคาดหวังผลอย่างไร

การฉีดคีลอยด์ไม่ได้ทำให้รอยโรคหายหรือแบนลงทันทีหลังเข็มออกจากผิว การเปลี่ยนแปลงมักเกิดขึ้นตามเวลาและต้องประเมินต่อเนื่อง เป้าหมายอาจรวมถึงการทำให้แผลนิ่มลง ลดความหนา ลดอาการคันหรือเจ็บ และควบคุมการนูนของรอยโรค ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคนและไม่สามารถรับประกันได้ว่ารอยจะเรียบเท่าผิวปกติทั้งหมด อีกประเด็นที่ควรเข้าใจคือคีลอยด์มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ แม้จะตอบสนองต่อการรักษาในช่วงหนึ่งแล้วก็ตาม การติดตามตามแพทย์นัดจึงมีความสำคัญ เพื่อประเมินว่าควรรักษาต่อ หยุดพัก หรือปรับไปใช้วิธีอื่น ผู้ที่ค้นหาข้อมูลเรื่อง ฉีดคีลอยด์เชียงใหม่ จึงควรมองการรักษาเป็นกระบวนการต่อเนื่องมากกว่าการทำเพียงครั้งเดียวแล้วคาดหวังผลทันที

เลือกคลินิกฉีดคีลอยด์เชียงใหม่ ควรพิจารณาอะไรบ้าง ?

เลือกคลินิกฉีดคีลอยด์เชียงใหม่ ควรพิจารณาอะไรบ้าง

สำหรับผู้ที่กำลังค้นหา ฉีดคีลอยด์เชียงใหม่ สิ่งแรกที่ควรพิจารณาไม่ใช่เพียงราคาโปรโมชั่นหรือคำโฆษณาว่ารอยจะยุบภายในกี่ครั้ง แต่ควรดูว่ามีกระบวนการประเมินรอยโรคก่อนรักษาหรือไม่ เพราะการแยกคีลอยด์ออกจาก Hypertrophic Scar และรอยโรคชนิดอื่นมีผลต่อการเลือกวิธีรักษา ควรสอบถามว่ายาที่ใช้คืออะไร ใครเป็นผู้ทำหัตถการ มีการติดตามผลอย่างไร และหากการฉีดไม่ตอบสนองมีทางเลือกอื่นหรือไม่ สถานพยาบาลควรสามารถอธิบายประโยชน์ ข้อจำกัด และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน รวมถึงไม่รับประกันว่าคีลอยด์จะหายสนิทหรือไม่กลับเป็นซ้ำ การได้รับข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจช่วยให้ผู้รับบริการมีความคาดหวังที่เหมาะสมและสามารถร่วมวางแผนการรักษากับแพทย์ได้ดีขึ้น

ผลข้างเคียงจากการฉีดคีลอยด์ที่ควรรู้ก่อนรักษา

การฉีดยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าในรอยโรคสามารถมีผลข้างเคียงเฉพาะที่ได้ เช่น ผิวบางลงหรือเกิดรอยบุ๋มบริเวณที่ฉีด การเปลี่ยนแปลงของสีผิว เส้นเลือดฝอยบริเวณผิวเห็นชัดขึ้น รวมถึงความเจ็บหรือระคายเคืองจากการฉีด ความเสี่ยงและความรุนแรงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งชนิดยา ความเข้มข้น ปริมาณ ตำแหน่ง และจำนวนครั้งที่ได้รับ การติดตามสภาพผิวหลังรักษาจึงมีความสำคัญ หากพบความผิดปกติควรแจ้งผู้รักษาก่อนฉีดครั้งต่อไป นอกจากนี้ผู้เข้ารับการรักษาควรแจ้งข้อมูลด้านสุขภาพ ยาที่ใช้อยู่ ประวัติแพ้ยา การตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และโรคประจำตัวตามความเหมาะสม เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบการประเมินความปลอดภัย

ก่อนฉีดคีลอยด์ควรแจ้งอะไรกับแพทย์

  • คีลอยด์หรือแผลเป็นนูนเกิดขึ้นมานานเท่าไร
  • เริ่มต้นจากสิว แผลผ่าตัด อุบัติเหตุ การเจาะ หรือสาเหตุใด
  • รอยมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงเร็วหรือไม่
  • มีอาการคัน เจ็บ ตึง หรือรบกวนการเคลื่อนไหวหรือไม่
  • เคยฉีดยาหรือรักษาด้วยวิธีใดมาก่อน
  • เคยมีผลข้างเคียงจากการรักษาครั้งก่อนหรือไม่
  • มีคีลอยด์บริเวณอื่นของร่างกายหรือไม่
  • มียาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ใช้อยู่เป็นประจำหรือไม่
  • มีประวัติแพ้ยาหรือโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องหรือไม่
  • มีการตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือภาวะสุขภาพอื่นที่ควรแจ้งแพทย์หรือไม่
  • รอยมีแผลเปิด หนอง บวมแดง หรือสงสัยการติดเชื้อหรือไม่

การฉีดอย่างเดียวเพียงพอหรืออาจต้องใช้การรักษาวิธีอื่นร่วมด้วย

คีลอยด์เป็นภาวะที่มีความซับซ้อนและไม่มีวิธีรักษาเพียงวิธีเดียวที่เหมาะกับทุกคน นอกจากการฉีดยาแล้ว แพทย์อาจพิจารณาวิธีอื่นตามลักษณะของรอยโรค เช่น ซิลิโคนเจลหรือแผ่นซิลิโคน การรักษาด้วยความเย็น เลเซอร์ การผ่าตัด หรือการรักษาแบบผสมผสานในบางกรณี โดยเฉพาะคีลอยด์ขนาดใหญ่หรือรอยที่กลับเป็นซ้ำ การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดซ้ำ จึงจำเป็นต้องวางแผนอย่างเหมาะสม การเลือกวิธีรักษาจึงไม่ควรพิจารณาเพียงว่าอะไรทำให้รอยยุบเร็วที่สุด แต่ต้องคำนึงถึงตำแหน่ง ขนาด ความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง โอกาสกลับเป็นซ้ำ และความต้องการของผู้รับการรักษาร่วมกัน

การดูแลหลังฉีดคีลอยด์ควรทำอย่างไร

การดูแลหลังฉีดคีลอยด์ควรทำอย่างไร

หลังฉีดอาจมีความเจ็บ ระคายเคือง หรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่รักษาได้ในบางราย ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือสถานพยาบาลที่ให้การรักษา และหลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือกดบริเวณรอยโรคโดยไม่จำเป็น หากมีผลิตภัณฑ์สำหรับทาหรือการดูแลเพิ่มเติมควรใช้ตามคำแนะนำ ไม่ควรซื้อยาสเตียรอยด์หรือผลิตภัณฑ์อื่นมาใช้เพิ่มเองโดยไม่ทราบความเหมาะสม ควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงของผิว เช่น รอยบุ๋ม ผิวบาง สีผิวเปลี่ยน หรืออาการผิดปกติอื่น และแจ้งแพทย์เมื่อกลับไปติดตามผล หากมีอาการบวมแดงมากขึ้น ปวดรุนแรง มีหนอง หรือมีอาการที่สงสัยการติดเชื้อ ควรติดต่อสถานพยาบาลเพื่อรับการประเมินแทนการรอถึงนัดครั้งถัดไป

ป้องกันคีลอยด์ใหม่ได้หรือไม่ หากเป็นคนที่เกิดแผลเป็นนูนง่าย

ผู้ที่เคยเกิดคีลอยด์มาก่อนควรแจ้งประวัตินี้กับแพทย์ก่อนการผ่าตัดหรือหัตถการที่ทำให้ผิวหนังเกิดบาดแผล เพราะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการประเมินความเสี่ยง ในบางสถานการณ์อาจพิจารณาหลีกเลี่ยงการเจาะผิวหนังที่ไม่จำเป็น เช่น การเจาะหูหรือการสัก หากมีแนวโน้มเกิดคีลอยด์สูง เมื่อมีบาดแผลควรดูแลให้สะอาด ลดการติดเชื้อ และปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลแผลอย่างเหมาะสม หากเริ่มสังเกตว่าแผลหนา นูน คัน หรือโตผิดปกติ การเข้ารับการประเมินตั้งแต่ระยะแรกอาจช่วยให้วางแผนดูแลได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีวิธีใดที่สามารถรับประกันการป้องกันคีลอยด์ได้ 100% เพราะแนวโน้มการเกิดแผลเป็นเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยของแต่ละบุคคล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

ช่องทางการติดต่อ

  • ฮักษาคลินิก กลางเวียง เชียงใหม่
  • ตั้งอยู่ที่ 77/7 ถนน คชสาร ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่
  • เปิดบริการทุกวัน
    • จันทร์ – ศุกร์ 10.00 – 20.00 น.
    • เสาร์ – อาทิตย์ 10.00 – 18.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @hugsaclinic (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ ☎ 093 309 9988
  • แผนที่คลินิก https://g.page/hugsa-medical?share
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://hugsa.youcanbook.me

ฉีดคีลอยด์เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในคำค้นที่ผู้มีปัญหาแผลเป็นนูนให้ความสนใจ โดยเฉพาะผู้ที่มีคีลอยด์แล้วรู้สึกคัน เจ็บ ตึง หรือกังวลกับความนูนของแผล การฉีดยาเข้าสู่รอยโรคเป็นแนวทางหนึ่งที่ใช้ในการดูแลคีลอยด์และ Hypertrophic Scar บางกรณี แต่ไม่ใช่การรักษาที่เหมาะกับแผลนูนทุกชนิด ก่อนเริ่มรักษา สิ่งสำคัญคือการวินิจฉัยว่าเป็นคีลอยด์จริงหรือไม่ เพราะคีลอยด์มีลักษณะเด่นคือสามารถขยายเกินขอบเขตของบาดแผลเดิม ขณะที่ Hypertrophic Scar มักยังอยู่ในขอบแผล ความแตกต่างนี้มีผลต่อการประเมินพฤติกรรมของรอยและการวางแผนรักษา