การติดเชื้อบริเวณผิวหนังเกิดขึ้นเมื่อเชื้อโรคที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบคทีเรีย เชื้อรา หรือไวรัสที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล และเจริญเติบโตในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง มีหลายโรคที่อันตราย และยังสามารถแพร่เชื้อจากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่งโดยการสัมผัสผิวกายของกันและกัน หรือโดยการสัมผัสกับบริเวณต่างๆ ของที่พักอาศัย มือ สัตว์เลี้ยง อาหาร และสิ่งของต่างๆ ในที่พักอาศัยที่มีเชื้อโรคแฝงอยู่ และการติดเชื้อบริเวณผิวหนังส่วนใหญ่จะมีการตอบสนองอย่างดี ต่อการรักษาด้วยยาทั่วไป แต่ในบางกรณีก็ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
Table of Contents
ฝี (Abscess) คืออะไร?
ฝี (Abscess, Boils หรือ Furuncles) เป็นตุ่มหนองอักเสบสะสมใต้ผิวหนัง หนองมีกลิ่นเหม็น เจ็บปวดเมื่อสัมผัสโดน และก่อตัวขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาว เนื้อเยื่อที่ตายแล้ว และเชื้อโรค ซึ่งมักเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยการติดเชื้อจะก่อให้เกิดต่อมบวมขึ้นกลัดหนองข้างใน (เป็นการอักเสบของต่อมไขมันและที่ขุมขนของผิวหนัง) ฝีสามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย ทั้งอวัยวะภายนอกและอวัยวะภายใน หากเป็นฝีที่ผิวหนังภายนอกที่มีขนาดเล็ก และไม่มีการเจ็บป่วยรุนแรง อาการอาจจะดีขึ้น และฝีอาจจะหายไปเอง แต่หากเป็นฝีที่อวัยวะภายใน จะค่อนข้างเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม
ฝีเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย ผู้ที่เป็นเบาหวาน หรือรับประทานยาสเตียรอยด์เป็นประจำก็อาจเป็นฝีได้บ่อย ฝีส่วนใหญ่มักขึ้นเพียงหัวเดียว แต่ในบางรายอาจขึ้นหลาย ๆ หัวติดกันเรียกว่า “ฝีฝักบัว” (Carbuncles) แต่ถ้าเกิดฝีขึ้นที่บริเวณทวารหนักจะเรียกว่า “ฝีรอบทวารหนัก” (Perianal abscess) ส่วนขนาดของฝีมีได้แตกต่างกันไปตั้งแต่ขนาดเล็กเป็นมิลลิเมตรไปจนถึงขนาดใหญ่หลายเซนติเมตร โดยสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเนื้อเยื่อหรืออวัยวะทั่วร่างกาย เช่น ผิวหนัง ตับ ไต ปอด และสมอง
ฝีมีกี่ประเภท
ฝี แบ่งเป็น 2 ประเภท ตามบริเวณที่เกิด ได้แก่
ฝีที่ผิวหนัง
เป็นฝีที่ก่อตัวขึ้นบริเวณใต้ผิวหนัง โดยบริเวณรากผม หรือขนที่เกิดการติดเชื้อจะพัฒนาจนเป็นฝี เกิดอาการอักเสบบวมแดง เจ็บปวด รู้สึกแสบร้อน ในบางครั้งการติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นในทรวงอกของผู้หญิงที่ให้นมบุตรได้กลายเป็นฝีที่เต้านม และบริเวณต่อมใต้ผิวหนังที่แคมอวัยวะเพศหญิงอาจเกิดการอักเสบกลายเป็นฝีที่เรียกว่า ฝีต่อมบาร์โธลิน (Bartholin’s Abscess)
ฝีที่อวัยวะภายใน
เป็นฝีที่ก่อตัวขึ้นบริเวณอวัยวะภายใน หรือในบริเวณที่ว่างระหว่างอวัยวะภายในร่างกาย อาการแสดงขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดฝี โดยฝีภายในร่างกายมักเกิดจากอาการเจ็บป่วยอย่างอื่นที่ส่งผลทำให้เกิดฝี เช่น การติดเชื้อในตับทำให้เกิดฝีในตับ การติดเชื้อในเหงือกและฟันทำให้เกิดฝีและฟันเป็นหนองได้ เป็นต้น
อาการของฝี
ฝีที่ผิวหนังจะมีลักษณะคล้ายกับหัวสิว มักจะขึ้นเป็นตุ่ม หรือเป็นก้อนนูน บวม แดง ร้อน และปวด กดถูกเจ็บ มีขนอยู่ตรงกลาง เมื่อขึ้นใหม่ ๆ จะมีลักษณะแข็ง และตุ่มนี้จะขยายโตขึ้นและเจ็บมาก ต่อมาจะค่อย ๆ นุ่มลงและกลัดหนอง บางครั้งเมื่อฝีเป่งมาก ๆ อาจแตกเองได้ (หลังฝีขึ้นไม่กี่วัน หรือประมาณ 1-2 สัปดาห์) แล้วอาการเจ็บปวดจะทุเลาลงไป
ในบางครั้งอาจพบต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงอักเสบด้วย เช่น ถ้าเป็นที่ข้อมือ อาจมีการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ถ้าเป็นที่ฝ่าเท้าก็อาจมีอาการไข่ดัน (ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ) บวมและปวด เป็นต้น ในรายที่เป็นฝีเพียงหัวเดียว อาการทั่วไปมักเป็นปกติ เมื่อหายแล้วมักกลายเป็นแผลเป็น ส่วนในรายที่เป็นฝีฝักบัว (ขึ้นหลายหัวติด ๆ กัน) อาจมีอาการไข้และอ่อนเพลียร่วมด้วย และอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ดังนี้
- มีไข้
- คลื่นไส้ วิงเวียน
- หนาวสั่น
- บวม
- เกิดแผลบนผิวหนัง
- ผิวหนังอักเสบ
- มีน้ำหนองไหลออกจากหัวฝี
- เจ็บปวดบริเวณรอบๆหัวฝี หากจับบริเวณหัวฝีแล้วจะรู้สึกแสบร้อน
สาเหตุของการเกิดฝี
เกิดจากการติดเชื้อโรคได้หลายชนิด ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และอะมีบา แต่ส่วนใหญ่แล้วฝีมักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ สแตฟิโลค็อคคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) และสเตรปโตค็อคคัส พัยโอจีเนส (Streptococcus Pyogenes) เชื้อเหล่านี้จะก่อสารที่เป็นพิษและทำลายเซลล์เนื้อเยื่อภายในร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวมาต่อสู้กับเชื้อ เซลล์บางส่วนที่ตายจะคงอยู่ภายในที่ว่างในฝีเกิดเป็นหนองสะสมในขณะที่การติดเชื้อยังคงดำเนินต่อไปภายในตุ่มฝี หรือเกิดการอุดตันของต่อมน้ำมัน หรือต่อมเหงื่อใต้ผิวหนัง และการอักเสบของรูขุมขนหรือเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ทำให้เชื้อโรคแทรกตัวเข้าไปภายในต่อมเหล่านี้ จึงเกิดกระบวนการอักเสบของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเพื่อต้านต่อเชื้อโรค เกิดเป็นฝีที่มีการอักเสบและโตขึ้นเรื่อย ๆ
การวินิจฉัยฝี
สามารถดูได้จากภายนอกบริเวณผิวหนัง มีตุ่มหนองเกิดขึ้นตามร่างกาย แล้วตุ่มหนองนั้นทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือไม่ หากตุ่มนั้นมีขนาดใหญ่กว่า 1 เซ็นติเมตรหรือครึ่งนิ้ว มีอาการบวมแดง เมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกร้อนอุ่นบริเวณที่อักเสบ หากหัวฝีเริ่มใหญ่ขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา เพื่อป้องกันไม่ให้อาการป่วยหรือภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายเกิดขึ้นตามมาได้
เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะซักถามอาการ ประวัติทางการแพทย์ และตรวจร่างกายในบริเวณที่เกิดฝี หรือใช้วิธีการตรวจเฉพาะจุดในบริเวณที่เกิดฝี ส่งตรวจตัวอย่างของเหลวจากฝี และแพทย์อาจส่งตรวจเพิ่มเติมด้วยการอัลตราซาวด์ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) การสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สำหรับฝีที่อวัยวะภายใน
ฝี เกิดขึ้นได้ที่ไหนบ้าง ?
สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย ทั้งอวัยวะภายนอก และอวัยวะภายใน โดยส่วนที่เป็นมากที่สุดคือ แผ่นหลัง ใบหน้า หน้าอก หรือ บริเวณก้น นอกจากนี้ ฝียังสามารถเกิดขึ้นได้ตามผิวหนัง ที่มีการเจริญเติบโตของเส้นขนอีกด้วย เช่น บริเวณรักแร้ หรือบริเวณขาหนีบ โดยจุดเกิดฝี ที่นับว่าอันตราย ได้แก่
- ฝีจากโพรงหนองที่ฟัน เป็นฝีซึ่งเกิดจากถุงหนองบริเวณเนื้อใต้ฟัน หรือบริเวณเหงือก และกระดูกกรามใต้ฟัน
- ฝีทอนซิล เป็นฝีที่เกิดบริเวณต่อมทอนซิลในช่องปาก และผนังด้านในลำคอ
- ฝีต่อมบาร์โธลิน เป็นฝีที่เกิดในต่อมบาร์โธลิน (Bartholin gland) บริเวณผิวหนังที่แคมอวัยวะเพศหญิง
- ฝีที่ก้น จะเกิดบริเวณผิวหนังที่มีรอยแยกหรือร่องก้น
- ฝีในทวารหนัก ฝีที่เกิดขึ้นบริเวณลำไส้ตรง และทวารหนัก เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบที่ทวารหนักจนเกิดรู ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อโรค ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พบได้ทุกเพศทุกวัย โดยจะมีอาการปวด และบวมที่แก้มก้น รวมถึงรอบ ๆ รูทวารหนัก มีน้ำเหลืองซึมออกมา มีเลือดปน มีหนอง และคันรอบ ๆ รูฝี การรักษาอาจต้องใช้การผ่าตัดหรือดูดหนองออก
- ฝีไขสันหลัง เกิดบริเวณโดยรอบไขสันหลัง (Spinal cord) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อรูปทรงกระบอกที่ทำงานร่วมกับระบบประสาทส่วนกลาง
- ฝีในสมอง เป็นฝีที่เกิดภายในเนื้อสมองใต้กะโหลกศีรษะ เป็นการสะสมของฝีหนอง ทั้งที่มีถุงหุ้ม และไม่มีถุงหุ้ม พบได้ทั้งนอกเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก หรือใต้เยื่อหุ้มดูรามาเตอร์ และในเนื้อสมองเอง เชื้อที่พบบ่อย คือ เชื้อแบคทีเรีย
- ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและปลอดภัย
- ฝีในเต้านม – คือ ภาวะเต้านมอักเสบ ที่มีก้อนฝีหนองอยู่ภายใน เกิดต่อเนื่องมาจากภาวะเต้านมอักเสบ ที่ไม่ได้รับการรักษา เต้านมอักเสบที่อาการไม่ดีขึ้น หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา
- ฝีในรังไข่ – พบได้น้อย เชื่อว่าเกิดจากการที่เชื้อแบคทีเรียกระจายเข้าไปในแคปซูลของรังไข่ มักเป็นข้างเดียว และเกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังคลอด ก้อนหนองอาจแตก และทำให้มีเยื่อบุช่องท้องอักเสบตามมาได้
- ฝีในตับ เกิดจากการที่ตับติดเชื้อ และเกิดมีฝี/หนองขึ้นในตับ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงฝีเดียวตำแหน่งเดียว หรือหลายฝีก็ได้ โดยอาจเกิดร่วมกับที่อวัยวะอื่น ๆ เกิดมีฝีร่วมด้วย หรือเกิดมีฝีเฉพาะในตับก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรคฝีในตับที่พบได้ มีทั้งตับอักเสบชนิดฝีบิดอะมีบา และฝีแบคทีเรีย
- ฝีในปอด เกิดจากการที่ปอดมีการอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรง ทำให้เกิดการทำลายเนื้อปอดจนเกิดเป็นโพรงหนอง
การป้องกันการเกิดฝี
- รักษาความสะอาดของผิวหนังอยู่เสมอ หมั่นล้างมือบ่อย ๆ และอาบน้ำฟอกสบู่วันละ 2 ครั้ง
- รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคเป็นปกติ เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่เป็นประจำ หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น
- ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ
- รักษาหรือควบคุมโรคเรื้อรัง โรคประจำตัวให้ได้ดี
- หากมีบาดแผล ควรทำความสะอาดบาดแผลด้วยยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
- ใช้ผ้าพันบาดแผล เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน มีดโกน อุปกรณ์กีฬา เครื่องสำอาง และเสื้อผ้า
- หลีกเลี่ยงไม่ให้ยุง หรือแมลงกัดต่อย ถ้าโดนกัดอย่าเกาด้วยมือสกปรก ควรล้างแผลด้วยสบู่อ่อน ๆ ให้สะอาด
- ควรควบคุมน้ำหนักจนเองให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
- งดการสูบบุหรี่
- ส่วนฝีที่อวัยวะภายในมักเกิดจากการเจ็บป่วยด้วยโรคและอาการต่าง ๆ ก่อนหน้า จึงเป็นการยากที่จะป้องกันไม่ให้ฝีเกิดขึ้น
การรักษาฝี
การรักษาฝีในเบื้องต้น หากฝีมีขนาดเล็กและไม่เจ็บปวดรุนแรง ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ที่บ้าน อาการจะดีขึ้นและฝีจะหายไปเอง โดยต้องหลีกเลี่ยงการบีบกด หรือใช้เข็มเจาะฝีด้วยตนเองเพื่อให้ของเหลวไหลออกมา เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงและอาจสร้างความเสียหายแก่เส้นเลือดบริเวณดังกล่าวได้
หากฝีมีขนาดใหญ่หรือมีอาการป่วยที่รุนแรง ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ และอาจใช้การผ่าตัดเพื่อถ่ายหนองในฝีออก ทั้งนี้ การรักษาฝีขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฝี ชนิดและบริเวณที่เกิดฝี และดุลยพินิจของแพทย์
การใช้ยาปฏิชีวนะ แพทย์จะรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ dicloxacillin หรือ cephalexin กรณีที่พบอาการรุนแรงของฝีหากผู้ป่วยมีภาวะเหล่านี้
- การเกิดฝีบริเวณใบหน้า
- การติดเชื้อของผิวหนังและเนื้อเยื่ออย่างเฉียบพลัน
- มีฝีที่หัว
- ระบบภูมิคุ้มกันแทรกซ้อน
การระบายหนองออก หากหัวฝีมีลักษณะเป็นหัวแข็ง หนองไม่สามารถระบายออกได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อช่วยให้แพทย์ใช้วิธีระบายหนองออก แพทย์อาจใช้วิธีใข้ยาระงับการปวด และใช้วิธีผ่าฝีเพื่อเอาหนองในหัวฝีออก วิธีนี้จะทำไม่เกิดฝีซ้ำอีก หลังจากผ่าตัดเรียบร้อยแล้วแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อช่วยสมานแผล และช่วยให้แผลหายเร็วเพื่อป้องกันการติดเชื้อต่อไป c]tถ้าฝีสุก (ฝีมีลักษณะนุ่มเต็มที่แล้ว) ควรไปพบแพทย์เพื่อใช้เข็มเจาะดูดหรือผ่าระบายเอาหนองออก พร้อมกับใส่ผ้าเป็นหมุดระบายหนอง เพื่อช่วยชะล้างแผลและเปลี่ยนหมุดทุกวันจนกระทั่งแผลตื้น
อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ติดต่อเรา
- สอบถามเพิ่มเติมกับเราที่นี่ Hugsa Clinic
- Line id
@hugsaclinic - โทร
093 309 9988 - เปิดทุกวัน
10:00-18:00 น. - แผนที่คลินิก
https://g.page/hugsa-medical?share - เว็บไซต์
www.hugsaclinic.com - จองคิวตรวจออนไลน์ https://hugsa.youcanbook.me
![ฮักษา คลินิก [Hugsa Clinic]](https://cmmedicalclinic.com/wp-content/uploads/2020/04/cropped-chiangmai-medical-hugsa-clinic.png)



