เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดซี ซึ่งติดต่อทางเลือด ทำให้สามารถติดต่อกันได้ทางการมีเพศสัมพันธ์ แต่ไวรัสตับอักเสบซีไม่ได้ติดต่อกันผ่านการจามหรือไอรดกัน การให้นมบุตร การรับประทานอาหารหรือการใช้ของร่วมกัน
เชื้อไวรัสตับอักเสบซีเมื่อเข้าไปในร่างกายจะแบ่งตัวและอาศัยอยู่ในตับ แรกๆจะไม่มีอาการอะไรมาก แต่จะแฝงตัวอยู่ในตับจนกระทั่งผ่านไปประมาณ 10-30 ปีจึงเข้าสู่ระยะตับแข็ง และระยะท้ายของโรคตับแข็ง จะมีโอกาสเกิดมะเร็งตับได้ประมาณ 1-3% ต่อปี

Table of Contents
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงและควรเข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
ก่อนอื่น ไวรัสตับอักเสบซีนั้น เริ่มมีการตรวจเมื่อปี 2535 ฉะนั้นผู้ที่เคยได้รับเลือดหรือได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะก่อนปี 2535 ควรเข้ารับการตรวจหาเชื้อเพื่อความสบายใจนะครับ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆอีก เช่น
- ผู้ที่ใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
- ผู้ป่วยโรคเอดส์
- ผู้ที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
- ผู้ที่สำส่อนทางเพศหรือรักร่วมเพศ
- ผู้ที่มีประวัติมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง
- ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซี (ติดได้แต่พบน้อย)
นอกจากนี้ยังมีการติดเชื้อจากกรณีอื่น ๆ เช่น การทำฟัน การสักการ เจาะหู ฝังเข็ม การใช้ของส่วนตัวที่เปื้อนเลือดร่วมกัน เช่น มีดโกน หรือกรรไกรตัดเล็บ เป็นต้น

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบซี
อาการของโรคคือ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ไม่มีแรง บวม มีน้ำในช่องท้อง ปวดชายโครงขวา ปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ ตับม้ามโต หากผู้ป่วยติดเชื้อแล้วภายในเวลา 10 ปีแรกจะไม่มีอาการอะไร ยกเว้นส่วนน้อยที่อาจมีอาการของโรคแบบเฉียบพลัน โดยทั่วไปแล้วเมื่อพ้นสิบปีแรก เข้าสู่สิบปีที่สองจะเริ่มมีอาการของตับอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้น โดยที่โรคจะดำเนินไปอย่างช้าๆ มี 4 ระยะ คือ
- ตับอักเสบเฉียบพลัน มีเพียงประมาณ 25-30% ของผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ที่เรียกว่าดีซ่าน
- ตับอักเสบเรื้อรัง ในระยะแรกผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการ จนเมื่อตับถูกทำลายไปมากพอควรหรือมีการอักเสบของตับมาก ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
- ตับแข็ง เมื่อตับถูกทำลายไปเรื่อยๆ จนในที่สุดจะกลายเป็นตับแข็ง ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียมาก ดีซ่าน ท้องมาน และเกิดตับวายได้ในที่สุด
- มะเร็งตับ ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังจะมีโอกาสเกิดมะเร็งตับได้มากกว่าคนปกติ และมีรายงานว่าถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังอย่างถูกต้อง ก็สามารถลดโอกาสเกิดมะเร็งตับลงได้

การป้องกันและการรักษาไวรัสตับอักเสบซี
เนื่องจากไวรัสตับอักเสบซีมีการติดต่อทางเลือด วิธีการป้องกันอย่างแรกคือการสวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น แต่หากเรามีความกังวลใจว่าอาจจะมีความเสี่ยงด้านอื่นๆ แนะนำให้เข้ารับการตรวจทันที โดยวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ เมื่อเราตรวจทราบเร็ว จะสามารถรักษาได้ทัน ก็อาจจะไม่ต้องเข้าสู่ระยะไตวาย หรือมะเร็งตับครับ
![ฮักษา คลินิก [Hugsa Clinic]](https://cmmedicalclinic.com/wp-content/uploads/2020/04/cropped-chiangmai-medical-hugsa-clinic.png)
