โรคฝีดาษลิง Monkeypox รู้เท่าทัน ป้องกันโรค

โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Orthopoxvirus ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสโรคฝีดาษหรือโรคไข้ทรพิษ ส่วนใหญ่พบในหลายพื้นที่ของแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก แต่ไม่พบการระบาดนอกทวีปแอฟริกามากนัก จนกระทั่งในปี 2565 เกิดการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษลิงในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

โรคฝีดาษลิง ติดต่อกันได้อย่างไร ?

โรคฝีดาษลิงสามารถติดต่อได้ จากสัตว์สู่คน และจากคนสู่คน

  • จากสัตว์สู่คน : โดยติดต่อจากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง น้ำหนอง ตุ่มหนองของสัตว์ ผื่นสัตว์ การถูกสัตว์ติดเชื้อกัดหรือข่วน การรับประทานอาหารที่มีเนื้อสัตว์ติดเชื้อ หรือปรุงไม่สุก
  • จากคนสู่คน : โดยติดต่อจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ผิวหนังที่แตก หรือแผลของผู้ป่วย หรือการสัมผัสกับวัตถุที่ปนเปื้อนเชื้อ อีกทั้งยังสามารถติดต่อกันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์

โรคฝีดาษลิง อาการเป็นอย่างไร ?

โรคฝีดาษลิง อาการเป็นอย่างไร (1)

อาการของโรคฝีดาษลิง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

  • ระยะฟักตัว ระยะนี้ผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการใดๆ ใช้เวลาประมาณ 5 – 21 วัน
  • ระยะเริ่มมีอาการ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อ่อนเพลีย
  • ระยะผื่น ผู้ป่วยจะมีผื่นขึ้นตามร่างกาย โดยเริ่มจากใบหน้าและแขนขา ก่อนที่จะกระจายไปทั่วร่างกาย ผื่นจะมีลักษณะเป็นตุ่มแดง กลายเป็นตุ่มน้ำใส และกลายเป็นตุ่มหนอง

การวินิจฉัยโรคฝีดาษลิง

การวินิจฉัยโรคฝีดาษลิง สามารถทำได้โดยการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส จากตัวอย่างที่สงสัยว่าติดเชื้อ เช่น น้ำลาย น้ำหรือหนองจากตุ่มแผล หรือผิวหนังที่ลอกออก การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสสามารถทำได้โดยใช้เทคนิค Real-time PCR นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาวินิจฉัยโรคฝีดาษลิงจากอาการและประวัติของผู้ป่วย เช่น มีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อ่อนเพลีย และมีอาการผื่นขึ้นตามร่างกาย หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจติดเชื้อโรคฝีดาษลิง แพทย์อาจพิจารณาให้ผู้ป่วยเข้ารับการกักตัวเพื่อแยกผู้ป่วยออกจากผู้อื่นและป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปยังผู้อื่น

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคฝีดาษลิง

  • มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ยืนยัน หรือสงสัยว่าติดเชื้อโรคฝีดาษลิง
  • มีไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อ่อนเพลีย
  • มีผื่นขึ้นตามร่างกาย ลักษณะของผื่นจะเริ่มจากผื่นแดงหรือปื้นนูนแดง จากนั้นจะเป็นตุ่มน้ำใสขนาดใหญ่ ตุ่มหนองที่มีสะเก็ดคลุมแล้วแตกได้

การป้องกันโรคฝีดาษลิง

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะ สัตว์เหล่านี้อาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคฝีดาษลิงได้
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยที่มีอาการ ผู้ป่วยที่มีอาการอาจแพร่เชื้อโรคฝีดาษลิงได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด เช่น การสัมผัสกับผื่น แผล หรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า หรือคนที่มีผื่น แผล ตามร่างกาย
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุก
  • ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ การล้างมือจะช่วยกำจัดเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนอยู่บนมือ
  • แยกกักตัวผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อ หากมีอาการคล้ายกับโรคฝีดาษลิง ควรแยกกักตัวเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

นอกจากนี้ ยังสามารถป้องกันโรคฝีดาษลิงได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ ซึ่งสามารถป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ประมาณ 85% วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษในปัจจุบันยังไม่ได้รับการรับรองให้ใช้สำหรับโรคฝีดาษลิง แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังพิจารณาอนุมัติการใช้วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษเพื่อควบคุมการระบาดของโรคฝีดาษลิง

การรักษา โรคฝีดาษลิง

การรักษา โรคฝีดาษลิง

โรคฝีดาษลิง สามารถรักษาได้ แต่ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคฝีดาษลิงโดยเฉพาะ การรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การรักษาตามอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยอาจใช้ยาต้านไวรัส เช่น tecovirimat, cidofovir, และ brincidofovir เพื่อช่วยบรรเทาอาการและลดความรุนแรงของโรค การรักษาตามอาการอาจรวมถึงการให้ยาแก้ปวด ยาลดไข้ ยาต้านการอักเสบ และยารักษาแผลพุพอง

ยาต้านไวรัสที่ใช้ในการรักษาโรคฝีดาษลิง ได้แก่

  • Tecovirimat เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งการจำลองแบบของไวรัสฝีดาษลิง ยานี้ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในการรักษาโรคฝีดาษลิงในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป
  • Cidofovir เป็นยาต้านไวรัสที่สามารถใช้รักษาโรคฝีดาษลิงได้ แต่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า tecovirimat
  • Brincidofovir เป็นยาต้านไวรัสชนิดใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา ยานี้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ tecovirimat

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 2 – 4 สัปดาห์ ผู้ที่เสียชีวิตจากโรคฝีดาษลิงส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

ช่องทางการติดต่อ

  • ฮักษาคลินิก กลางเวียง เชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่ 77/7 ถนน คชสาร ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่
  • เปิดบริการทุกวัน
    • จันทร์ – ศุกร์ 10.00 – 20.00 น.
    • เสาร์ – อาทิตย์ 10.00 – 18.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @hugsaclinic (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ ☎ 093 309 9988
  • แผนที่คลินิก 🚗 https://g.page/hugsa-medical?share
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://hugsa.youcanbook.me

ปัจจุบัน โรคฝีดาษลิงได้เกิดการระบาดในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยพบผู้ป่วยรายแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2565 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคฝีดาษลิงอย่างเข้มงวด เพื่อควบคุมการระบาดของโรคและป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของโรคในวงกว้าง ทั้งนี้หากคุณหรือคนใกล้ชิด มีอาการคล้ายกับโรคฝีดาษลิง เช่น มีไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และรักษาอย่างทันท่วงที