ปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่มักจะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กันเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่รู้จักการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้ตัวเองตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการติดโรค ซึ่งบางโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้ บางโรครักษาไม่หาย และบางโรคอาจร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
Table of Contents
โรคฝีมะม่วงคืออะไร?
โรคฝีมะม่วง เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง โรคนี้มีเกิดจากเชื้อแบคทีเรียคลาไมเดีย ทราโคมาติส (Chlamydia trachomatis bacterium) แบคทีเรียนี้จะผ่านเข้าสู่ผิวหนังทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศสืบพันธุ์หรือทวารหนัก ทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะบวมโตติดกันเป็นก้อนฝีขนาดใหญ่ จะรู้สึกเจ็บปวดมากและเดินลำบาก นอกจากนี้ หากรูทวารอักเสบหรือมีแผล จะรู้สึกปวดบริเวณก้นตลอดเวลา อาจถ่ายไม่ออกหรือท้องร่วง หรือรูทวารตีบตันได้ ส่วนผู้หญิงที่ป่วยเป็นฝีมะม่วงจะทำให้อุ้งเชิงกรานอักเสบ ส่งผลให้ท้องนอกมดลูกได้ หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง รวมทั้งประสบภาวะมีบุตรยาก
โรคนี้ส่วนใหญ่มักพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง พวกรักร่วมเพศระหว่างชายกับชาย การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย และการมีคู่นอนหลายคน เป็นต้น
สาเหตุของโรคฝีมะม่วง
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียคลามีเดียทราโคมาติส ชนิด L1, L2, L3 (Chlamydia Tracho matis L1-L3) ซึ่งติดต่อโดยการร่วมเพศหรือสัมผัสถูกหนองของฝีมะม่วงโดยตรง ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคฝีมะม่วง คือ การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ปลอดภัย โดยไม่สวมถุงยางอนามัยในขณะร่วมเพศทั้งทางปาก ทวารหนัก และช่องคลอด การมีคู่นอนหลายคน การมีรักหรือมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ขายบริการทางเพศ และการใช้น้ำยาสวนทวารหนัก
โรคฝีมะม่วงมีอาการอย่างไร?
จากชื่อแล้วโรคฝีมะม่วง อาจทำให้คิดว่าจะผู้ติดเชื้อจะมีเพียงแค่อาการของก้อนขนาดใหญ่บริเวณขาหนีบเท่านั้น แต่จริงๆแล้วโรคดังกล่าวมีอาการได้หลากหลายรูปขึ้นอยู่กับเพศ ลักษณะของการมีเพศสัมพันธ์ และระยะการติดเชื้อ โดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งโรคออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1
เป็นช่วง 3-30 วันแรกของการติดเชื้อ จะพบตุ่มแดงหรือแผลถลอกบริเวณเยื่อบุที่ได้รับเชื้อ แผลดังกล่าวมักไม่เจ็บ อาจมีเพียงอาการแสบขณะปัสสาวะได้แต่พบได้ไม่บ่อย บริเวณที่มักพบแผล ได้แก่ ปลายอวัยวะเพศชายหรือหนังหุ้มอวัยวะเพศชาย ส่วนผู้หญิงมักพบบริเวณอวัยวะเพศด้านนอก นอกจากนี้มีรายงานการพบแผลบริเวณไส้ตรง (Rectum) ริมฝีปาก หรือคอหอยได้ แผลมักหายค่อนข้างเร็ว ภายใน 2-3 วัน ทำให้ผู้ป่วยไม่ทันสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลง
ระยะที่ 2
เกิดขึ้น 2-3 สัปดาห์หลังจากระยะแรก เป็นระยะที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโรค ฝีมะม่วง โดยต่อมน้ำเหลืองที่โตจะค่อนข้างเจ็บ มีอาการอักเสบชัดเจน สังเกตได้จากอาการบวม แดง และร้อน บริเวณต่อมน้ำเหลือง มักพบลักษณะดังกล่าวเพียงข้างใดข้างหนึ่งของขาหนีบ โดยสามารถลุกลามจนกลายเป็นฝีต่อมน้ำเหลือง มีหนองแตกออกสู่ผิวหนังด้านนอกได้ อาการทางต่อมน้ำเหลืองจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 8-12 สัปดาห์ อาการดังกล่าวมักพบในผู้ป่วยชาย แต่หากเป็นผู้ป่วยหญิงมักมาด้วยอาการปวดท้องน้อยหรือปวดหลังส่วนล่าง เนื่องจากต่อมน้ำเหลืองที่โตเป็นส่วนที่อยู่ในช่องท้อง ไม่ใช่บริเวณขาหนีบเหมือนในผู้ป่วยชาย
ส่วนถ้าเป็นอาการของผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก อาจมาด้วยอาการปวดเบ่ง ถ่ายเป็นเลือด ท้องเสีย ท้องผูก หรือปวดท้องน้อยได้ นอกจากนี้ยังพบว่าในระยะที่ 2 นี้เป็นระยะที่เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดอาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว มีความอยากอาหารลดลง หรือคลื่นไส้อาเจียน ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือตับและม้ามโต
ระยะที่ 3
อาการระยะนี้มักพบในผู้หญิง หรือผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักเป็นส่วนใหญ่ ในระยะนี้เป็นผลต่อเนื่องจากโรคในระยะที่ 2 ที่ไม่ได้รับการรักษา การแตกออกของหนองจากต่อมน้ำเหลืองที่เรื้อรัง ทำให้เนื้อเยื่อไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ กลายเป็นท่อต่อเชื่อมมายังผิวหนัง มักเป็นบริเวณฝีเย็บ หรือผิวหนังที่เชื่อมระหว่างอวัยวะเพศกับรูทวารหนัก บางครั้งการอักเสบเรื้อรังนำไปสู่การตีบตันของไส้ตรง หากมีการทำลายต่อเนื่องอาจทำให้ตำแหน่งที่ติดเชื้อ เช่น อวัยวะเพศชาย มีการผิดรูปเกิดขึ้น
อาการข้างต้นเป็นอาการของการติดเชื้อที่พบโดยส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ยังมีอาการอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของการรับเชื้อ เช่น หากมีเพศสัมพันธ์ทางช่องปาก (Oral sex) อาจมีอาการเจ็บคอ ตรวจพบตุ่มหนองที่คอหอย หรือบริเวณต่อมทอลซิล ร่วมถึงพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโตขึ้นและเจ็บ
ภาวะแทรกซ้อนของฝีมะม่วง
ผู้ป่วยโรคฝีมะม่วงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคได้ ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นเวลานานหลายปีหลังติดเชื้อครั้งแรก ภาวะแทรกซ้อนของฝีมะม่วง มีดังนี้
- เกิดฝีคัณฑสูตร (Fistula) ซึ่งทำให้ทวารหนักเกิดรูที่เชื่อมระหว่างลำไว้ตรงกับช่องคลอด
- ผู้ชายประสบภาวะองคชาตมีพังผืด หรือองคชาตมีลักษณะผิดรูป
- เกิดอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ทำให้เกิดการอักเสบบริเวณอวัยวะเพศหรือเกิดการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน จนนำไปสู่การมีบุตรยาก การตั้งครรภ์นอกมดลูก การปวดท้องน้อยเรื้อรัง การอักเสบที่ลูกอัณฑะ (ในฝ่ายชาย)
- ประสบภาวะสมองอักเสบ
- เกิดการอักเสบที่ข้อต่อ ดวงตา หัวใจ หรือตับ รวมทั้งป่วยเป็นปวดบวม
- อวัยวะสืบพันธุ์บวมและเกิดการอักเสบเรื้อรัง
- ลำไส้ตรงเกิดแผลและตีบเข้า ส่งผลให้ลำไส้อุดตัน
- ประสบภาวะตับโต
- มีน้ำหนองหรือน้ำเหลืองไหลต่อเนื่องจากการผ่าก้อนฝีที่ขาหนีบ
- ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ อาจเกิดการตีบตันของรูทวารหนัก หากมีการร่วมเพศทางทวารหนัก ซึ่งอาจต้องแก้ไขการตีบตันด้วยวิธีการผ่าตัด
- หากปล่อยไว้นาน ๆ นอกจากจะทำให้เกิดแผลแล้ว ถ้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรอบ ๆ ทวารหนักในผู้หญิงอักเสบมาก อาจทำให้เกิดพังผืดแข็ง แล้วต่อมาจะแตกและเกิดเป็นรูต่อระหว่างช่องคลอดกับทวารหนักได้ หรืออีกอย่างถ้าเกิดการอักเสบมาก ๆ อาจทำให้น้ำเหลืองไหลกลับไม่ได้ก็จะเกิดการบวมน้ำของอวัยวะเพศ หรืออาจทำให้มีการอุดกั้นของทางเดินน้ำเหลืองในบริเวณอวัยวะเพศ ทำให้อวัยวะเพศภายนอกมีอาการบวมได้ เช่น อัณฑะบวม ปากช่องคลอดบวม
การป้องกันโรคฝีมะม่วง
โรคฝีมะม่วงเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สามารถป้องกันได้เช่นเดียวกันการป้องกันโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น การใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางรูทวารหนัก หรือทางปาก การคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การใส่ห่วงอนามัย การฝังยาคุมกำเนิด การกินยาคุมกำเนิด ไม่สามารถป้องกันโรคฝีมะม่วงได้ และในปัจจุบันยังไม่สามารถผลิตวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคฝีมะม่วงได้
การรักษาโรคฝีมะม่วง
- ทานยา tetracyclines หรือ erythromycin
- ระบายหนองออกเพื่อบรรเทาอาการ
ทานยา Doxycycline 100 มิลลิกรัม สองครั้งต่อวัน, erythromycin 500 มิลลิกรัม สี่ครั้งต่อวัน หรือ tetracycline 500 มิลลิกรัม สี่ครั้งต่อวัน เป็นระยะเวลา 21 วัน สำหรักอาการระยะแรก ทาน Azithromycin 1 กรัม อาทิตย์ละหนึ่งครั้งเป้นเวลา 3 อาทิตย์ อาจได้ผลแต่ไม่เพียงพอ
อาการบวมของเนื้อเยื่อที่ได้รับการเสียหาย อาจจะไม่สามารรักษาได้ โดยที่ฟองในเนื้อเยื่อสามารถระบายออกได้ด้วยการเจาะเข็มหรือผ่าตัด แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะได้อย่างรวดเร็วจึงอาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่หากเป็นบริเวณท่อไตหรือทางเดินไซนัส ก็มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการผ่าตัด
หากท่านได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคฝีมะม่วงภายใน 60 วัน ก่อนที่พวกเขาจะมีอาการ ควรเข้ารับการตรวจโรคหนองใน ท่อปัสสาวะ ปากมดลูกหรือทวารหนัก และควรรับประทานยาAzithromycin 1 กรัม หรือ doxycycline 100 มิลลิกรัม วันละสองครั้งเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการชัดเจนก็ตาม
โดยสรุปโรคฝีมะม่วงเป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ โดยมีเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis เป็นเชื้อก่อโรค มีอาการแสดงแตกต่างกันออกไป ตามเพศ ลักษณะการมีเพศสัมพันธ์และระยะการติดเชื้อ โดยอาการเริ่มจากการมีแผลบริเวณที่ติดเชื้อโดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ หลังจากนั้นมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบเจ็บและโต หรืออาจมีอาการปวดท้องน้อย และในระยะท้ายของโรคจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น เช่น การแตกออกของฝีต่อมน้ำเหลือง การมีรูทวารหนักตีบ เป็นต้น โรคดังกล่าวสามารถรักษาด้วยยาฆ่าเขื้อ และมีผลการรักษาที่ดีหากรับการรักษาตั้งแต่ระยะต้น แต่อาจต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดหากมีภาวะแทรกซ้อน โรคฝีมะม่วงสามารถป้องกันได้โดยการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย นั่นคือ การใช้ถุงยางอนามัย
อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ติดต่อเรา
- สอบถามเพิ่มเติมกับเราที่นี่ Hugsa Clinic
- Line id
@hugsaclinic - โทร
093 309 9988 - เปิดทุกวัน
10:00-18:00 น. - แผนที่คลินิก
https://g.page/hugsa-medical?share - เว็บไซต์
www.hugsaclinic.com - จองคิวตรวจออนไลน์ https://hugsa.youcanbook.me
![ฮักษา คลินิก [Hugsa Clinic]](https://cmmedicalclinic.com/wp-content/uploads/2020/04/cropped-chiangmai-medical-hugsa-clinic.png)



