หากพูดถึงไวรัสตับอักเสบ คนส่วนใหญ่คงคุ้นหูกับ “ไวรัสตับอักเสบบี” เพราะพบบ่อยในประเทศไทย แต่ความจริงแล้วไวรัสตับอักเสบมีหลายชนิด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี และอี ซึ่งไวรัสตับอักเสบดี และอี พบได้น้อยมากในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามโรคไวรัสตับอักเสบ ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ
Table of Contents
ไวรัสตับอักเสบคืออะไร ?
ไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส สามารถติดต่อกันได้ทั้งจากการกิน การสัมผัสกับสิ่งปนเปื้อน และการมีเพศสัมพันธ์ หากปล่อยไว้จนตับอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้เกิดโรคตับแข็ง และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับได้ ในปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถช่วยป้องกันโรคตับอักเสบที่เกิดจากไวรัสบางชนิดได้ ดังนั้น การรับวัคซีนก็จะช่วยให้เรามั่นใจและปลอดภัยจากโรคไวรัสตับอักเสบมากขึ้น ไวรัสตับอักเสบ มีหลายชนิด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี และ อี
ไวรัสตับอักเสบ เอ
ไวรัสตับอักเสบเอ สามารถติดต่อได้โดยการ รับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยมักทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน มีอาการ ได้แก่ อ่อนเพลีย ไข้ ตัวเหลืองตาเหลือง เบื่ออาหาร เป็นต้น ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ ใช้เวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4 สัปดาห์ เชื้อไวรัสนี้จะทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน ทำให้พบมีการระบาดในชุมชน กลุ่มคนที่รวมกัน โรงเรียน หอพัก เป็นต้น
ไวรัสตับอักเสบ บี
ไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อผ่านการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ ทางเพศสัมพันธ์ หรือการติดต่อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์ โดยไวรัสตับอักเสบบี นอกจากจะทำให้เกิดทั้งภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน แล้วยังสามารถเกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรังได้อีกด้วย ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับ
ไวรัสตับอักเสบ ซี
ไวรัสตับอักเสบซี พบได้ประมาณร้อยละ 1 ในประชากรทั่วไป ติดต่อได้โดยทางเลือดและน้ำเหลือง การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน ระยะฟักตัวประมาณ 15-160 วัน เฉลี่ย 50 วัน ทำให้เกิดโรคตับอักเสบเฉียบพลัน เชื้อไวรัสนี้ยังทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรังและเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบชนิดบี
ไวรัสตับอักเสบ ดี
ไวรัสตับอักเสบดี เป็นไวรัสที่แฝงมากับไวรัสตับอักเสบ บี พบได้มากในกลุ่มประเทศยุโรปมากกว่าในประเทศไทย โดยไวรัสตัวนี้เป็น ไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง หรือเป็นไวรัสพิการนั่นเอง ต้องอาศัยส่วนประกอบของไวรัสตับอักเสบบี ในการแบ่งตัวดังนั้นการติดเชื้อจะเกิดขึ้นพร้อมกับไวรัสตับอักเสบบีหรือเกิดในผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแฝงอยู่ ในร่างกาย โดยอาการจะทำให้เกิดตับอักเสบซ้ำซ้อนขึ้นมาในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี
ไวรัสตับอักเสบ อี
ไวรัสตับอักเสบอี ติดต่อได้โดยการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบเอ การรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ ก็เป็นสาเหตุของการติดเชื้อได้ อาการของโรคจะทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ตัวเหลืองตาเหลือง ผู้ป่วยหลายๆรายอาจมีอาการเหลืองนานเป็นอาทิตย์ หรือ 2-3 เดือนได้

อาการเฉียบพลันจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
ไม่ว่าจะเกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดไหน อาการก็จะคล้ายๆกัน จะเป็นน้อยหรือมากมักขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อไวรัสที่ได้รับและความแข็งแรงพื้นฐานของผู้ป่วย อาการที่พบมากๆ ได้แก่ อ่อนเพลีย จุกแน่นใต้ชายโครงขวา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ ร่วมกับการมีคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องเสีย ปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลือง ตาเหลือง
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ
- ออกกำลังกายแบบเบาๆ ไม่ควรหักโหม
- ควรพักผ่อนนอนหลับให้พอเพียง ไม่เครียด
- สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
- งดบริจาคโลหิต จนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ว่าบริจาคได้
- งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการกระตุ้นการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส
- เมื่อจะต้องทำการผ่าตัดหรือทำฟัน ควรแจ้งแพทย์ทราบเสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- พบแพทย์ตามนัดหมาย เพื่อตรวจเลือด เช็คประสิทธิภาพการทำงานของตับเป็นระยะๆ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง จะทำให้ตับทำหน้าที่บกพร่องมากขึ้น
- แนะนำให้คนใกล้ชิด และคนในครอบครัว ตรวจเลือดและฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี

ไวรัสตับอักเสบ รักษาได้หรือไม่ ?
- ไวรัสตับอักเสบเอ และ อี ส่วนใหญ่จะหายได้เอง และร่างกายก็จะสร้างภูมิคุ้มกันโรคทำให้ไม่เป็นซ้ำอีก และไม่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง แต่สำหรับตับอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบอี แตกต่างตรงที่พบว่ามีแนวโน้มที่จะกลายเป็นโรคตับอักเสบที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นและอาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เพิ่มโอกาสการแท้งบุตรและมีโอกาสเสียชีวิตได้
- ไวรัสตับอักเสบบี 90 เปอร์เซ็นต์ มักเป็นแบบเฉียบพลัน ซึ่งมีโอกาสหายขาดได้ แต่ก็จะมี 5-10 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง บางรายอาจมีอาการตับแข็ง และบางรายอาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งตับ
- ไวรัสตับอักเสบซี สามารถรักษาให้หายได้โดยการรับประทานยาร่วมกับยาฉีด แต่หากไม่ได้รับการรักษา อาจจะกลายเป็นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ และเสียชีวิตในที่สุด
ตรวจคัดกรอง รักษา ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เชียงใหม่ได้ที่ไหน ?
หากพบเจออาการลักษณะใกล้เคียงกับโรคไวรัสตับอักเสบ หรือ มีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคไวรัสตับอักเสบ ควรรีบทำการตรวจ รับวัคซีนป้องกัน และรักษาโดยเร็วที่สุด โดยหนึ่งในช่องทางที่สะดวกสบาย เข้าถึงง่าย และไม่ต้องกังวลกับการเขินอายในการเข้ารับการตรวจ สามารถเข้ารับบริการ ได้ที่ Hugsa Clinic สาขากลางเวียง เชียงใหม่ โดยแพทย์เฉพาะทาง ที่ได้รับวุฒิบัตรรับรองจากสถาบันทางการแพทย์ในประเทศและต่างประเทศ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
ติดต่อเรา
- สอบถามเพิ่มเติมกับเราที่นี่ Hugsa Clinic
- Line id
@hugsaclinic - โทร
093 309 9988 - เปิดทุกวัน
10:00-18:00 น. - แผนที่คลินิก
https://g.page/hugsa-medical?share - เว็บไซต์
www.hugsaclinic.com - จองคิวตรวจออนไลน์ https://hugsa.youcanbook.me
![ฮักษา คลินิก [Hugsa Clinic]](https://cmmedicalclinic.com/wp-content/uploads/2020/04/cropped-chiangmai-medical-hugsa-clinic.png)
