ปวดหัวเข่า หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา..อาจนำไปสู่ภาวะข้อเข่าเสื่อมได้

หัวเข่า ทำหน้าที่ในการรับน้ำหนักตัวเกือบตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ยืน นั่ง หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ล้วนส่งผลกระทบต่อเข่าได้ เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งยองเป็นประจำ การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา หรือการลื่นหกล้ม ทั้งหมดนี้อาจมีผลกระทบกระเทือนต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ อาการปวดเข่าสามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย และหากปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ทำการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะข้อเข่าเสื่อมได้

อาการปวดหัวเข่า

ปวดหัวเข่า หรือปวดข้อเข่า คืออาการที่มีการเจ็บ ปวด ขัด เสียว มีความรู้สึกไม่มั่นคง หรือความรู้สึกว่าข้อเข่าไม่มีแรง ซึ่งอาจรู้สึกได้ทั้งบริเวณด้านหน้าเข่า ด้านหลังข้อเข่า รวมถึงด้านข้างทั้งสองด้านของข้อเข่าด้วย บางครั้งอาจพบว่ามีอาการปวดร้าวขึ้นไปบนต้นขา หรือปวดร้าวลงไปบริเวณน่อง ซึ่งเป็นอาการปวดที่พบร่วมกันกับอาการปวดเข่าได้ โดยสามารถแบ่งเป็นกลุ่มคร่าวๆ 4 กลุ่ม ดังนี้

  1. เกิดจากอุบัติเหตุ หรือ เกิดจากการบาดเจ็บขณะเล่นกีฬา และมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นกับอวัยวะ หรือ โครงสร้างในช่องข้อเข่า จะทำให้เกิดอาการปวดเข่าจาก กระดูกอ่อนผิวข้อบาดเจ็บ, เอ็นไขว้หน้า, เอ็นไขว้หลังฉีกขาด หรือ หมอนรองกระดูกข้อเข่าฉีกขาด เป็นต้น
  2. กลุ่มที่เป็นโรคที่เกิดกับอวัยวะนอกข้อเข่า และเกิดจากอาการบาดเจ็บจากการใช้งานเฉียบพลันหรือการเล่นกีฬา ทำให้เกิดการเคล็ด ยอก ของเส้นเอ็นด้านใน – ด้านนอกข้อเข่า หรือพบเจอบ่อยๆ ในนักวิ่งก็คือ
    • อาการเจ็บด้านนอกข้อเข่า IT Band Syndrome (Iliotibial Band Syndrome)
    • เจ็บเคล็ดยอกกล้ามเนื้อหลังเข่า (Hamstring)
    • เจ็บอักเสบของเอ็นสะบ้าเข่า
  3. อาการปวดในข้อเข่าที่เกิดจากความเสื่อม หรือการใช้งานข้อเข่าต่อเนื่องยาวนาน และเกิดความผิดปกติขึ้นกับอวัยวะ หรือโครงสร้างภายในข้อเข่า ซึ่งก็คือ ข้อเข่าเสื่อม (OA Knee) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันพบว่าโรคนี้เกิดขึ้นกับคนที่อายุน้อยลง โดยเริ่มพบได้บ่อยขึ้นตั้งแต่อายุราว 45 ปีขึ้นไป เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนไป ทำให้เคลื่อนไหวน้อยลง เกิดภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน ซึ่งส่งผลให้ข้อเข่าเกิดการเสื่อมก่อนวัยอันควร
  4. โรคความเสื่อมที่ใช้งานมานาน กับอวัยวะนอกข้อ อย่างเช่นโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง โรคกล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง เป็นต้น โดยในกลุ่มนี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ เนื่องจากอายุที่มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นประสาทเสื่อมลง ทำงานได้ไม่ดีนัก

ปวดหัวเข่าสาเหตุเกิดจากอะไร ?

ปวดหัวเข่า สาเหตุเกิดจากอะไร

อาการปวดหัวเข่า เกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  • อายุเพิ่มมากขึ้น : สาเหตุแรกที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวเข่า คือ อายุที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผิวกระดูกอ่อนที่ข้อเข่านั้นได้มีการเสื่อมสภาพ รวมถึงสึกหรอจากการใช้งานข้อเข่าตลอดทุกช่วงอายุ จึงส่งผลให้มักพบอาการปวดหัวเข่าในกลุ่มผู้สูงอายุได้มากกว่าผู้ที่มีอายุน้อย
  • น้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ : น้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวเข่าได้ง่าย เพราะข้อเข่าของผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินกว่าเกณฑ์นั้นจะต้องรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และผิวกระดูกอ่อนที่ข้อเข่านั้นได้รับการเสียดสีมากกว่าปกติ จึงส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวเข่าได้ง่ายกว่า ผู้ที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • กิจวัตรประจำวัน : สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวเข่าที่หลาย ๆ คนมักจะมองข้าม คือ การใช้ชีวิตประจำวันที่ทำให้เกิดแรงกดที่ข้อเข่า ไม่ว่าจะเป็นการเดินขึ้น-ลงบันได, ยกของหนักอยู่บ่อยครั้ง หรือใช้งานข้อเข่าอย่างหนักเป็นเวลานาน รวมถึงการนั่งบนพื้น, นั่งพับเพียบ, นั่งยอง หรือการย่อเข่าบ่อย ๆ ก็เป็นอีกกิจกรรมที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวเข่าได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
  • โรคประจำตัว : โรคประจำตัว เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวเข่าได้เช่นกัน โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับข้ออักเสบ เช่น โรคเก๊าท์ หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับข้อเข่า หรือข้ออักเสบ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการปวดหัวเข่าได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัว

อาการปวดเข่าแบบไหนที่ควรพบแพทย์

  • อาการปวดที่เกิดขึ้นแม้ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งนับเป็นอาการของโรคที่ค่อนข้างรุนแรง
  • มีอาการปวดเป็นอย่างมากในขณะเคลื่อนไหวเหยียด งอเข่า หรือลงน้ำหนัก
  • ข้อเข่าที่บวมมาก เป็นอาการที่บอกได้ว่าน่าจะเกิดความผิดปกติในข้อเข่าค่อนข้างมาก

การดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อมีอาการปวดเข่า

สำหรับผู้ที่คิดว่าตัวเองเริ่มมีอาการปวดข้อเข่า และกังวลว่าอาจจะมีอาการรุนแรงมากขึ้นในอนาคต สามารถนำวิธีปฏิบัติตัวขั้นพื้นฐานเหล่านี้ไปลองปรับใช้กับชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดเข่าเบื้องต้นด้วยตนเองได้

พักการใช้งาน 

เพราะเข่าเป็นอวัยวะที่ใช้ในการเคลื่อนไหว ยืน เดิน รับน้ำหนัก เมื่อเราใช้งานมากขึ้นก็จะมีโอกาสให้เกิดการอักเสบมากขึ้น เพราะฉะนั้นให้พักการใช้งาน ลดการเคลื่อนไหว แต่ไม่ต้องถึงกับไม่ขยับขาเลย เรียกว่ายังใช้งานกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่ให้ลดกิจกรรมการใช้งานข้อเข่าลง เช่นไม่ยืน เดิน ขึ้นลงบันไดมากๆ เหมือนปกติ เป็นต้น

การประคบเย็น ประคบร้อน 

ถ้าเกิดการอักเสบเฉียบพลันภายใน 24 ชั่วโมงแรก แนะนำให้ประคบเย็นเพื่อให้ความเย็นไปหยุดเลือดบริเวณหัวเข่า ไม่ให้เลือดไหลเข้ามาเพิ่มขึ้น ทั้งยังป้องกันไม่ให้สารอักเสบเข้ามาสะสมเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเกินจาก 24 ชั่วโมงแรกแล้ว หรือเป็นการอักเสบเรื้อรัง แนะนำให้ประคบอุ่น การประคบอุ่นช่วยให้เลือดเข้ามาเลี้ยงบริเวณหัวเข่ามากขึ้น และเก็บเอาสารอักเสบออกไปได้

การควบคุมน้ำหนัก

สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือเป็นโรคอ้วน ควรเริ่มควบคุมอาหาร รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และถูกหลักโภชนาการ ในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะ you are what you eat กินอย่างไรได้อย่างนั้น หากเราเลือกรับประทานได้ดี น้ำหนักก็จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ก็จะทำให้น้ำหนักไปตกที่ข้อเข่าน้อยลง ก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดข้อเข่า และหลีกเลี่ยงภาวะข้อเข่าเสื่อมที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย

การออกกำลังกาย ป้องกันอาการปวดเข่า

การออกกำลังกายช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา และกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า เพื่อให้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงช่วยพยุงข้อเข่า และถ่ายเทน้ำหนักจากข้อเข่ามาที่กล้ามเนื้อ ทำให้ข้อเข่าไม่ต้องรับน้ำหนักมากจนเกินไป สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยท่าบริหารร่างกายที่ไม่มีแรงกระแทกจากน้ำหนักของร่างกาย โดยต้องเลือกให้เหมาะสมกับช่วงอายุของแต่ละบุคคล

การปรับไลฟ์สไตล์และท่าทางต่างๆ ที่เหมาะสม

  • ควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ทุก 20-30 นาที
  • การจัดท่านั่งให้ถูกต้องเหมาะสม ควรนั่งเก้าอี้แทนการนั่งพื้น จะทำให้ลุกได้ง่ายขึ้น เพราะมีการใช้แขนช่วยยันตัวขึ้นตอนลุกจากที่นั่ง ทำให้เกิดกดที่ข้อเข่าน้อยลง การใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเวลาเดิน
  • หลีกเลี่ยงการนั่งที่ต้องมีการงอเข่าหรือพับเข่ามากๆ เป็นเวลานานๆ เช่น การนั่งยองๆ นั่งสมาธิ นั่งพับเพียบ เนื่องจากท่านั่งเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคข้อเข่าเสื่อมได้ในอนาคต
  • หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง เนื่องจากอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการกระดูกสันหลังคดและอาการปวดข้อเข่าได้ในอนาคต

ปวดเข่าป้องกันได้อย่างไร ?

ปวดหัวเข่า ป้องกันได้อย่างไร

อาการปวดเข่าสามารถป้องกันได้ ด้วยวิธีการต่อไปนี้

  • ควบคุมน้ำหนักตัว เพื่อลดภาระให้ข้อเข่า
  • ไม่ควรทำกิจกรรมที่ใช้ข้อเข่าเยอะเกินไป โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เช่น การขึ้นลงบันได นั่งยอง นั่งพื้น
  • ออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อให้ต้นขาและสะโพก รวมทั้งการบริหารเข่าเท่าที่ทำได้
  • หากมีอาการป่วดเข่าขึ้นมาอย่างผิดปกติ หรือมีอาการอื่นๆร่วมด้วย อย่างเข่าบวมร้อน มีรอยช้ำ หรือไม่สามารถเหยียดงอขาได้จนสุด ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และรักษา

เชียงใหม่ รักษาอาการปวดเข่า ได้ที่ไหน ?

สำหรับชาวเชียงใหม่ที่ต้องการ รักษา อาการปวดเข่า ปวดข้อ ข้อเข่าอักเสบ ข้อเข่าเสื่อม สามารถเข้ารับบริการได้ที่ ฮักษาคลินิค กลางเวียง เชียงใหม่ ให้บริการโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ได้รับวุฒิบัตรรับรองจากสถาบันทางการแพทย์ในประเทศและต่างประเทศ วินิจฉัยรวดเร็ว เป็นกันเอง และเพื่อให้คุณได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม

เดินทางมา Hugsa Medical กลางเวียงอย่างไร ?

  • ฮักษาคลินิก กลางเวียง เชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่ 77/7 ถนน คชสาร ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่
  • เปิดบริการทุกวัน 10:00-18:00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @hugsaclinic (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ ☎ 093 309 9988
  • แผนที่คลินิก 🚗 https://g.page/hugsa-medical?share
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://hugsa.youcanbook.me

อยู่ไม่ไกลจากประตูท่าแพ อยู่ติดกับร้านหนังสือดวงกมล หรือติดกับ grilljung กิลจัง สาขาคูเมือง หาง่าย

ขอบคุณข้อมูล : samitivejhospitals, bangkokhospital

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

การปวดเข่า อาจเป็นการเกิดแบบเฉียบพลัน หรือเป็นแบบเรื้อรัง ที่ค่อยๆ พัฒนาความรุนแรงของโรคไปตามกาลเวลา หากเกิดอาการปวดเข่าแล้ว จะทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตัว รู้สึกรำคาญ เดินไม่สะดวก หรือรู้สึกว่าไม่สามารถลงน้ำหนักไปบนขาได้ ดังนั้นหากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของตัวคุณเอง “ยิ่งพบปัญหาเร็ว ยิ่งรักษาง่าย”